ชุมชนลูกองค์พ่อจตุคามรามเทพ พระโพธิสัตว์พังพระกาฬชุมชนลูกองค์พ่อจตุคามรามเทพ พระโพธิสัตว์พังพระกาฬ
พฤษภาคม 24, 2024, 10:45:44 PM*

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
การค้นหาขั้นสูง  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศึกษาธรรมะด้วยคดี "ทองเหลืองหล่อนี้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน...."  (อ่าน 11064 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คิดคิด
บุคคลทั่วไป
Newbie
*
กระทู้: 13


« เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2010, 10:53:38 PM »


เมื่อวันที่ 25 ก.ค.51 ภายหลัง นสพ.ไทยรัฐ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ไปทำบุญที่วัดสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ว่า ทางวัดห้ามชาวบ้านกราบไหว้ พระพุทธรูปแถมยังติดป้ายข้อความไว้หน้าองค์พระอย่างไม่เหมาะสม กลายเป็นที่ฮือฮาของชาวบ้านทั้งในและพื้นที่ใกล้เคียง จ.เพชรบูรณ์

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบเป็นวัดอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 150 กม. ทางเข้าวัดเป็นลูกรังขรุขระ ระยะทางกว่า 13 กม. ด้านหน้าวัดมีป้ายขนาดใหญ่เขียนแจ้งให้ผู้ที่เข้ามาภายในเขตวัดอ่านและ ปฏิบัติตามกฎของวัดอย่างเคร่งครัดหลายสิบข้อ ก่อนเข้าวัดมีเหล็กกั้นขวางทางเข้า-ออก ลักษณะเป็นเหล็กแป๊บยาวที่ใช้กั้นทางเข้าเขตหวงห้ามทั่วไป ภายในวัดมีโรงธารขนาดใหญ่ ศาลาการเปรียญสองชั้น 1 หลัง ในศาลามีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้จับภาพผู้ที่เข้ามาภายในวัด บริเวณด้านหลังวัดมีกุฏิพระหลังเล็กๆอยู่ล้อมรอบหลายหลัง แต่ไม่มีโบสถ์วิหารเหมือนวัดทั่วไป รวมทั้งห้ามถ่ายภาพนิ่งภายในเขตวัดและบริเวณสงฆ์

ส่วนหน้าศาลาการเปรียญมีป้ายข้อความเขียนอย่างเด่นชัดว่า "ตาม ที่ข้าฯสอนคำพุทธองค์ยังพึ่งมนต์ การปลุกเสกเครื่องรางฯ รูปเคารพ ถ้าอยากฟัง สิ่งที่ข้าฯพูดให้ได้ประโยชน์ ควรนำสิ่งเหล่านั้นออกให้พ้นจากความคิด แล้วมาฟังถามปัญหากับข้าฯ ใครทำไม่ได้อย่ามา เสียเวลาเหนื่อยเปล่าๆ ทั้งคนพูดและคนฟัง ขอยืนยันคำพุทธแท้ท่านไม่ให้พึ่งสิ่งเหล่านั้น ใครพึ่งถือว่าเป็นชาวพุทธสกปรก" ลงชื่อ พระเกษม อาจิณณสีโล

อีกป้ายมีข้อความว่า "เมื่อ ข้าฯเทศน์ให้ผู้พึ่งมนต์ เครื่องรางของขลังฟัง ข้าฯเหนื่อย หงุดหงิด ไม่สบายใจ รู้สึกไม่ดี เมื่อไม่พึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง ไม่ต้องมาฟังข้าฯเทศน์ ข้าฯเหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์ เพราะผู้มีเครื่องรางของขลัง ของอย่างนี้ฟังไม่เข้าใจ" นอก จากนี้ ในศาลาการเปรียญยังมีข้อความคำสอนที่อ้างอิงจากพระไตรปิฎกติดไว้ตามเสาศาลา การเปรียญจำนวนมาก และพบพระพุทธรูปทองเหลืองคล้ายพระพุทธชินราช สูงประมาณ 150 ซม. หน้าตักกว้าง 90 ซม.ตั้งอยู่บนแท่นมีป้ายข้อความ 2 แผ่นวางไว้หน้าองค์พระ ป้ายแรกวางระบุว่า "ห้ามนำดอกไม้และเครื่องบูชามาวางไว้บริเวณนี้" ส่วนอีกป้ายวางไว้ตรงฐานพระเขียนว่า "ทองเหลืองหล่อนี้ ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน"

สอบถามทราบว่า เจ้าอาวาสวัดนี้ชื่อ พระเกษม อาจิณณสีโล อายุ 48 ปี ถึงเหตุผลที่ต้องปิดป้ายห้ามกราบไหว้พระพุทธรูปจนกลายเป็นเรื่องฮือฮาในหมู่ ชาวพุทธ ได้รับการชี้แจงว่า หากใครไม่ยินดีที่จะรับฟังคำสอนก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางมา เพราะวัดนี้ได้ยึดตามแนวพระไตรปิฎกทั้งสิ้น โดยไม่ยึดถือตำราใดๆ และการมีวัตถุมงคลนั้นถือเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแก่นของพระพุทธศาสนา หากผู้ใดไม่นำสิ่งของวัตถุมงคลทั้งพระพุทธรูป ตะกรุด พระห้อยคอต่างๆออกจากตัวและบ้านพักเคหสถาน แล้วก็ไม่ต้องเข้ามาที่วัดแห่งนี้ เพราะที่วัดสอนอย่างมีหลักการและเหตุผลสำหรับคนที่เปิดประตูรับเท่านั้น และจะต้องไม่ติดยึดกับวัตถุมงคลเพราะเป็นพุทธพาณิชย์

พระเกษมยังกล่าวอีกด้วยว่า การสอนธรรมะก็เช่นกัน ในพระไตรปิฎกได้บัญญัติไว้ว่าให้สอนธรรมะด้วยภาษาท้องถิ่น การสวดเป็นภาษาบาลีให้คนไทยฟังโดยไม่มีความเข้าใจในความหมายนั้นจะไม่ก่อให้ เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก่อนหน้านั้นผู้ที่มีความรู้หรือการศึกษาระดับสูงเคยเข้ามาที่วัดครั้งแรกก็ ไม่เข้าใจในแนวทางนี้ แต่เมื่อได้รับหนังสือของวัดไปศึกษาก็บังเกิดความเข้าใจและกลับไปนำพระพุทธ รูปออกจากบ้าน นำพระเครื่องออกจากคอและหันกลับมาศึกษาในพระไตรปิฎกซึ่งเป็นแก่นแท้ของพุทธ ศาสนาอย่างแท้จริง "อาตมา ไม่ได้มุ่งหวังจะให้ทุกคนต้องเข้ามาตามแนวทางนี้ หากมา 10 คนสามารถเข้าถึง 1 คน หรือหากมา 100 เข้าถึง 5 คน ก็ไม่เป็นไร ได้เท่าไรก็เท่านั้นเพราะขึ้นอยู่กับการเปิดรับของแต่ละบุคคล แม้มีเพียง 5 คนที่เข้าใจก็จะสอนให้ เท่านั้น" พระเกษมกล่าว

จากการสอบถามลูกศิษย์คนหนึ่งของพระเกษม กล่าวว่า คำสอนของพระเกษมไม่ให้ติดยึดกับเครื่องรางของขลัง ก่อนหน้านั้นที่บ้านของตนมีพระพุทธรูปและพระเครื่องที่ได้มาจากบรรพบุรุษ แต่พอได้ฟังธรรมจากพระเกษมที่สอนว่าในพระไตรปิฎก ไม่ได้กล่าวถึงการสร้างวัตถุมงคล หรือพระพุทธรูป ถือเป็นสิ่งงมงายกับวัตถุที่อุปโลกน์กันขึ้นมา แถมยังทำให้จิตใจผูกติดอยู่กับสิ่งนั้น ไม่เข้าใจถึงแก่นของพระธรรม คำสอนของพุทธเจ้าได้ พระอาจารย์สอนว่า ที่ผ่านมาเราเชื่อและกราบไหว้พระพุทธรูป ก่อนตายให้นึกถึงคุณพระเอาไว้ ทำให้จิตของคนที่กำลังจะตายติดอยู่ในพระพุทธรูปองค์แล้วเราก็นำมา กราบไหว้โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังไหว้วิญญาณของคนที่ตายไป ที่ถูกควรระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่มายึดถือกราบไหว้พระพุทธรูป

ลูกศิษย์พระเกษมกล่าวอีกว่า วัดสามแยกเคยได้รับบริจาคพระพุทธรูป วัตถุมงคลจำนวนมาก หลังรับมาแล้ว พระอาจารย์จะขุดหลุมนำพระพุทธรูปและวัตถุมงคลต่างๆวางในหลุมแล้วราดด้วยน้ำ กรดผสมเกลือเพื่อให้ผุพังและฝังกลบทิ้งทันที เหลือแต่พระพุทธรูปทองเหลืองเพียงองค์เดียวที่ทางวัดเก็บไว้ให้เป็นการเตือน สติ ไม่ให้ยึดถือโดยเขียนป้ายห้ามกราบไหว้ไว้ให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งคำสอนไม่ให้ติดยึดกับวัตถุมงคลอาจจะแตกต่างจากวิถีชีวิตของพุทธศาสนิกชน ทั่วไป แต่ที่จริงแล้วก็เหมือนกัน เพราะดำเนินการไปตามแนวทางของพระไตรปิฎกอย่างเคร่งครัด

ด้าน นายอินทภร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักพระพุทธศาสนา จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ได้รับการร้องเรียนมาหลายเดือน ได้ส่งเรื่องถึงพระวิสุทธินายก เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายธรรมยุตไปแล้ว เพื่อดำเนินการไปตามขั้นตอนของสงฆ์ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเพียงที่พักสงฆ์ไม่ใช่วัด ส่วนการห้ามกราบไหว้พระพุทธรูปนั้นอาจไม่เหมาะสม

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามพระวิสุทธินายก เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ฝ่ายธรรมยุตถึงเรื่องเดียวกันได้รับการเปิดเผยว่า เรื่องร้องเรียนพระเกษมที่ได้รับมาครั้งแรกเป็นเรื่องห้ามชาวบ้านแขวนพระ เครื่อง และได้ให้เจ้าคณะอำเภอไปว่ากล่าวตักเตือนแล้ว ส่วนเรื่องห้ามกราบไหว้พระพุทธรูป หรือทำลายพระพุทธรูปนั้นยังไม่ทราบเรื่อง ต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน "พระ เกษมเป็นคนที่เถรตรงเกินไป เรื่องบางเรื่องไม่เหมาะสมก็ทำ อย่างเรื่องการโอนบุญให้เชื้อโรคก็ไม่เคยมีในศาสนาพุทธ แต่กลับทำกัน เรื่องนี้ต้องขอตรวจสอบก่อน" เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์กล่าว

ออกหมายจับพระ ห้ามกราบพุทธรูป
     กรณีมีผู้ร้องเรียนเข้ามายัง’ไทยรัฐ’ ว่าภายในที่พักสงฆ์สามแยก บ้านห้วยยางทอง หมู่ 9 ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ มีการเขียนป้ายติดไว้ด้านหน้าองค์พระพุทธชินราช (จำลอง) ว่า ‘ทองเหลืองหล่อนี้ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน‘ และ ‘ห้ามนำดอกไม้และเครื่องบูชามาวางไว้บริเวณนี้’ รวมทั้งการใช้เท้าเหยียบพระพุทธรูป โดยพระเกษม อาจิณณสีโล ผู้ดูแลที่พักสงฆ์สามแยก ชี้แจงว่าเป็นกุศโลบายในการสั่งสอนไม่ให้ชาวพุทธยึดติดกับวัตถุที่เป็นพุทธพาณิชย์ แต่เน้นให้ยึดถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตามพระไตรปิฎก จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงความไม่เหมาะสม ต่อมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพระเกษม ในข้อหาดูหมิ่นเหยียดหยามศาสนวัตถุ และตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับนั้น
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 4 ส.ค. พ.ต.อ.มาโนช อนันต์ฤทธิกุล ผกก.สภ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ พ.ต.ท.พิทักษ์ คำผง พนักงานสอบสวน เจ้าของคดี พร้อมด้วย นายธรรมนูญ เตยพุทรา ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อ.น้ำหนาว นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบูรณ์ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และกำลัง อส. พร้อมหมายจับจากศาลจังหวัดหล่มสัก ในข้อหาดูหมิ่นเหยียดหยามศาสนวัตถุ ตามประมวลกฎหมาย วิ อาญา มาตรา 206 ผู้ใดกระทำการอันเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามศาสนา มีโทษจำคุก 1-7 ปี
 



* pic_5.jpg (22.6 KB, 250x260 - ดู 5398 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

เทพกำเนิดโดยธรรมชาติ มิใช่กำเนิดเนื่องมาจากศาสนาใดๆ...Huh??
คิดคิด
บุคคลทั่วไป
Newbie
*
กระทู้: 13


« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2010, 11:07:05 PM »

                     
คำแถลงการณ์ปิดคดี โดย พระเกษมอาจิณฺณสีโล "ในคดีอาญา ม.206"

* case_close_kasem.pdf (604.04 KB - ดาวน์โหลด 634 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

เทพกำเนิดโดยธรรมชาติ มิใช่กำเนิดเนื่องมาจากศาสนาใดๆ...Huh??
คิดคิด
บุคคลทั่วไป
Newbie
*
กระทู้: 13


« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2010, 11:26:39 PM »

                     คำพิพากษาศาลชั้นต้น
     
เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้(19 ก.พ.53)  นายสมิต ยอดพรม ผู้พิพากษาศาลจังหวัดหล่มสัก และคณะได้ออกนั่งบัลลังก์ที่ 3 อ่านคำพิพากษาตัดสินคดี พระเกษม อาจิณฺณสีโล เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก ตำบลวังกวาง อ.น้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ คดีความผิดเกี่ยวกับศาสนา มีอัยการจังหวัดหล่มสักเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง เลขคดี อ.943/51
ซึ่งการนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาครั้ง นี้ มีศิษย์ของพระเกษม จำนวนมากจากหลายจังหวัดเดินทางมาให้กำลังใจ ร่วมฟังคำพิพากษา ส่วนภายในห้องพิจารณาคดี มีพ.ต.อ.สมนึก คำวิเศษ ผกก.สภ.หล่มสัก ได้นำกำลังดูแลความสงบภายในห้องพิจารณาคดี ในส่วนรอบนอกก็ได้มีประชาชน ที่สนใจและติดตามคดีดังกล่าวมารอฟังคำพิพากษาอย่างสงบ
การนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา เพื่อพิจารณาคดีดังกล่าว ได้ใช้เวลาประมาณ  1 ชั่วโมง โดยคำพิพากษาของศาลได้ยกคำฟ้องทั้งหมดที่พระเกษมได้กระทำการหมิ่นศาสนาที่ กระทำการใช่ฝ่ามือข้างขวาตบที่พระพักตร์ ของพระพุทธรูปและเหยียบฐานของพระพุทธรูปที่เป็นข่าวที่สนใจมาของประชาชนมา ก่อนหน้านี้ หลังจากคำพิพากษาออกมาศาลสั่งไม่ฟ้อง ลูกศิษย์ที่มารอฟังคำพิพากษาต่างแสดงความยินดีกับคำตัดสินคดีดังกล่าว
ในส่วนพระเกษมที่ได้เดินทางมารับฟังคำ พิพากษา พร้อมด้วย พระภิกษุของสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก อีก10รูปพร้อมด้วย นายชนอณุพงศ์ ชัยธนาวิวัฒน์ ทนายความของพระเกษมหลังจากที่ศาลสั่งยกคำร้อง ได้ออกมากล่าวว่า วันนี้ได้มองถึงความถูกต้องและเป็นธรรมที่สุดแล้วส่วนการทำกิจของสงฆ์ที่จะ ต้องทำหน้าที่ให้ความรู้และสั่งสอนชาวพุทธให้เข้าใจในพระไตรปิฎก ว่าพระพุทธรูปนั้นไม่ใช่ตัวแทนของพระพุทธเจ้าแน่นอน  ในส่วนที่จะมีการฟ้องร้องผู้ที่กระทำให้ทางตนเองได้รับเสียหายหรือไม่นั้น พระเกษม กล่าวว่า ไม่มีความติดใจและไม่คิดฟ้องร้องใครทั้งนั้น และไม่ติดใจกับใครหากใครมากัดหรือกระทำการใดๆนั้น ก็จะจับปากออกจากขาเพียงเท่านั้น

 อ่านคำพิพากษาฉบับเต็มได้ที่

http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=3108.0


ผมเห็นว่ามีเนื้อหาที่ให้แง่คิดพอสมควรครับ Cool


บันทึกการเข้า

เทพกำเนิดโดยธรรมชาติ มิใช่กำเนิดเนื่องมาจากศาสนาใดๆ...Huh??
wintai
Jr. Member
**
กระทู้: 78



« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2010, 12:48:12 PM »

เข้าไปอ่านในเวปเขาแล้วมันก็น่าคิดเหมือนกัน...
บันทึกการเข้า
Sx8
Full Member
***
กระทู้: 160


ศรัทธาทั้งชีวิต 0879581153


อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2010, 03:06:36 AM »

ท่านก็พูดถูก จริง ในเรื่องที่ พระพุทธองค์ ทรงตรัสสอนไว้ ผมก็เคยได้บวชเรียนมา ทั้งบวชเณร บวชพระ และได้ศึกษามาพอสมควร จริงๆแล้ว การที่ภิกษุสงฆ์ ปลุกเสก วัตถุมงคล ทำนายทายทัก ดูดวง หรือ แม้แต่ รดน้ำมนต์ ล้วนขัดต่อ บัญญัติ ในพระไตรปิฎก ทั้งสิ้น ลองศึกษาดูได้ และในสมัยนั้นก็ไม่มีการกระทำดังกล่าวของ ภิกษุสงฆ์ จะมีก็แต่พวก พราหม ที่ปฏิบัติตน จนเกิดตบะ เดชา จึงสามรถทำได้ ส่วนในสมัยนี้ จะเห็นได้ว่า จะมีให้เห็นเยอะมากๆ และมีเพียงไทยเรา ONLY และ พระสงฆ์ ที่ ท่านปฏิบัติ ดี ปฏิบัติ ชอบ ก็ ยังมีอีกเยอะ ที่ท่านไม่ไป ร่วมทำในกิจ เหล่านี้ ซึ่งเป็นที่น่า นับถือ และคู่ควรแก่การ สักการะ อย่างยิ่ง จึงอยากให้ พี่น้อง ทุกท่าน ได้ศึกษา ก่อนจะเข้าใจอะไรผิด ครับผม สิ่งที่ พระภิกษุสงฆ์ท่านทำได้ คือ สวดมนต์ ให้พร ปลงสังขาร บำเพ็ญเพียร ภาวนา และ อีกหลายๆอย่าง ที่ไม่ขัดต่อ หลักคำสอน ของพระพุทธองค์
 ชาวพุทธใน ประเทศ ต่างๆ เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ฯลฯ (พอดีงานที่ผมทำ เกี่ยวกับการพบปะ ชาวต่างชาติ)แทบจะไม่มีให้เห็นเลย ที่ว่า แขวนพระเหมือน คนไทยเรา นอกซะจาก เขาจะนับถือ นิกาย ที่มี องค์ เทพ หรือ พระโพธิสัตว์ จึงจะมีให้เห็นบ้าง แต่ก็น้อยยยยยยมากๆ เพราะเขาไม่นิยม พระเครื่อง หรือ เครื่องรางของขลัง เช่นในบ้านเรา และบ้านเราก็ พึ่งจะมาแขวนพระ(พระพุทธ ที่ไม่รวมในรูปเทพ ต่างๆ) เมื่อ ไม่กี่ร้อย ปีนี่เอง
  ผมก็ชาวพุทธ ที่ เคารพบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สูงสุด
 ผมมีความ ครัทธา และนับถึง ในองค์ จตุคามรามเทพ  ด้วยการที่ได้ศึกษาจากสิ่งที่ผมได้กล่าวมานี้ และจากประสบการณ์
  และวัตถุมงคล ของ องค์จตุคามรามเทพ ก็ไม่เกี่ยวข้องกับ หลักศาสนา(ทางธรรม หรือ ธรรมะ ที่พระพุทธองค์ ทรงสอน) วัตถุมงคล ของ องค์จตุคามรามเทพ ล้วนแล้วแต่เป็นหลักของ อาณาจักร (ทางโลก)จึงไม่มี พระภิกษุ สงฆ์ ให้เห็นเลย
 
บันทึกการเข้า

ขอองค์จตุคามรามเทพช่วยประทานพรอันเป็นมงคลแด่ทุกท่านด้วยเทอญ
คิดคิด
บุคคลทั่วไป
Newbie
*
กระทู้: 13


« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2010, 09:29:18 PM »

เยี่ยมครับ คุณworrapat เขียนได้ัชัดเจนดีครับ Wink
บันทึกการเข้า

เทพกำเนิดโดยธรรมชาติ มิใช่กำเนิดเนื่องมาจากศาสนาใดๆ...Huh??
คิดคิด
บุคคลทั่วไป
Newbie
*
กระทู้: 13


« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2010, 09:33:33 PM »

                 ประวัติการสร้างพระพุทธรูป
พระพุทธรูป หรือรูปเคารพแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเหล่าพุทธศาสนิกชนทั่วโลกนั้น เริ่มมีการสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยคันธารราฐ ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ทางตอนเหนือของอินเดียโบราณ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน) คือ ระหว่าง พ.ศ. ๕๐๐ ถึง ๕๕๐ แต่เดิมนั้นพุทธศาสนาไม่มีรูปเคารพแต่อย่างใด ศาสนาพราหมณ์ หรือ ฮินดู ซึ่งมีมาก่อนพุทธ ก็ไม่มีรูปเคารพเป็นเทวรูปเช่นกัน หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พุทธศาสนานิกชนก็ได้แต่นำเอาสิ่งของจากสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง คือ สถานที่ประสูติ (ลุมพินีวัน) ,ตรัสรู้ (พุทธคยา),ปฐมเทศนา (พาราณสี) และปรินิพพาน (กุสินารา) อันได้แก่ ดิน น้ำ และใบโพธิ์เก็บมาไว้เป็นที่ระลึกบูชาคุณพระพุทธเจ้า

ต่อมาได้มีการ ทำดวงตราสัญลักษณ์ ประจำสถานที่ต่าง ๆ ขึ้น ด้วยดินเผาบ้าง ด้วยแผ่นเงินบ้าง ซึ่งสามารถอยู่ได้นานทนทานกว่า อย่างเช่น ที่เมืองกบิลพัสดุ์ทำตราดอกบัว หมายถึงว่า เป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้น, ตราช้าง หมายถึง พระสุบินของพระพุทธมารดาในเมื่อพระมหาโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์, ตราโค หมายถึง ราศีพฤษภซึ่งพระมหาโพธิสัตว์ประสูติ, ตราราชสีห์ หมายถึง ศากยสิงห์, ตราม้า หมายถึง ม้ากัณฐกะ (ม้าทรงที่เสด็จออกบรรพชา เป็นสหชาติกับพระพุทธองค์) หรือ ที่เมืองพุทธคยา ทำตราพุทธอาสน์ และตราต้นโพธิ์ , เมืองพาราณสี ทำตรารูปพระธรรมจักร, เมืองกุสินารายณ์ ทำตราพระสถูป ฯลฯ เป็นต้น

ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ก็ยังไม่มีรูปเคารพแทนพระพุทธเจ้าที่เป็นรูปคน แม้จะมีหลักศิลาจารึกหรือเสาหินจารึกก็ตาม ลวดลายที่สลักยังคงใช้เครื่องหมายสังเวชนียวัตถุดังกล่าวอยู่ จนกระทั่งหลังสมัยพระเจ้าอโศกมาถึง ๑๐๐ ปี จึงได้เกิดมีลวดลายเครื่องประดับเป็นรูปคน เช่น ที่สัญจิเจดีย์ และพาหุเจดีย์ คือ สลักเป็นเรื่องชาดก เป็นเรื่องปฐมสมโพธิ ตลอดจนเรื่องตำนานพระพุทธศาสนา ภายหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานมากมาย แต่ก็ยังไม่ทำเป็นรูปพระพุทธเจ้า ยังคงใช้เครื่องหมายสังเวชนียสถานทุกแห่ง

ส่วนการสร้างพระพุทธรูปนั้น ชาวโยนก หรือชาวกรีก ที่มาครอบครองคันธารราฐเป็นผู้สร้างขึ้นก่อน โดยถ่ายแบบอย่างเทวรูปที่พวกชาวโยนกนับถือกันในยุโรปมาสร้าง ก่อให้เกิดการผสมผสานกันระหว่างอารยธรรมตะวันตกและตะวันออก ในด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรมมากมาย มาถึงตอนนี้ต้องขออธิบายเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ไม่เคยศึกษาหรือได้ฟังเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอินเดียมา ก่อนว่า พวกชาวกรีก หรือ ชาวโยนกนั้น ได้มาเกี่ยวข้องกับอินเดีย หรือพระพุทธศาสนาของเราอย่างไร ?

กล่าวคือ เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๗ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชของกรีก ได้ยกทัพมาตีเมืองตักกศิลา ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของแคว้นคันธารราฐ ที่อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียโบราณจนยับเยิน ถึงกับต้องสร้างเมืองขึ้นใหม่ และยังสร้างเมืองต่าง ๆ อีก ๒๑ เมืองตามแบบกรีก ครั้นเมื่อพระองค์ยกทัพกลับ ก็ได้ให้ทหารกรีก และผู้คนเชื้อสายกรีกที่อพยพตามกองทัพ มาอยู่ตามเมืองเหล่านั้นสืบต่อมาอีกนาน จึงได้ก่อให้เกิดการผสมผสานระหว่างอารยธรรมของกรีกกับอินเดียข้างต้น

ต่อมาได้มีอาณาจักรเมารยะ แคว้นมคธ แผ่อำนาจเข้ามาปกครองเมืองตักกศิลา และเมืองต่าง ๆ ทางภาคเหนือของอินเดีย จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ได้ทรงส่งสมณะทูต จำนวน ๕๐๐ รูป ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังแคว้นคันธารราฐ เมืองตักกศิลา จึงมีชื่อเสียงในฐานะเป็นเมืองที่ประสิทธิประสาทวิทยาการต่าง ๆ นับว่า "เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกทางพระพุทธศาสนา" มีการก่อสร้างสถูปเจดีย์อย่างมากมาย ปรากฏเป็นซากให้เห็นจนทุกวันนี้

ณ ที่เมืองตักกศิลานี้ ปัจจุบันได้ขุดพบเศียรพระพุทธรูป รูปพระพุทธรูป รูปพระโพธิสัตว์ ซึ่งมีลักษณะเหมือนเทวรูปกรีก คือ มีใบหน้าเป็นฝรั่ง ไม่ใช่หน้าคนอินเดีย เศียรพระพุทธรูปดังกล่าว ทำพระเกศาเป็นเส้นยาวเหมือนผมคน ส่วนรูปพระโพธิสัตว์ ไว้พระเกศายาวปรกพระศอ เส้นพระเกศาเหมือนคนธรรมดาเช่นกัน เครื่องนุ่งห่มมีริ้วรอยเหมือนผ้าจริง ๆ การสร้างพระพุทธรูปดังกล่าว สันนิษฐานว่า เริ่มเมื่อในสมัยพระเจ้าเมนันเดอร์ หรือ พระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์เชื้อสายกรีก ซึ่งครองอำนาจแคว้นคันธารราฐ หลังจากที่กษัตริย์วงศ์เมารยะเสื่อมอำนาจลง

พระเจ้ามิลินท์ ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศาสนาจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกสมัยหนึ่ง ได้มีการสร้างสถาปัตยกรรม และประติมากรรมทางพุทธศาสนามากมายในแคว้นคันธารราฐ สำหรับลักษณะของพระพุทธรูปสมัยคันธารราฐ จากหนังสือ "ลักษณะของพระพุทธรูปสมัยต่างๆ โดยสังเขป " ของ นายกฤษณ์ อินทโกศัย อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร ได้กล่าวว่า

พระพักตร์ เป็นแบบเทวรูปกรีก พระเกศาเป็นเส้นยาว เป็นลอนคลื่นแล้วกระหมวดมุ่นเป็นเมาฬี เป็นรุ่นแรก, รุ่นต่อมาทำพระเกศาเป็นก้นหอย ระหว่างพระขนงมีอุณาโลม ด้านหลังพระเศียรมีรัศมีเป็นประภามณฑลกลม จีวรมีทั้งห่มคลุมและห่มดอง จีวรเป็นริ้วเหมือนเครื่องนุ่งห่มของเทวรูปกรีก ผ้าครองหนาเป็นสมัยแรก ผ้าครองบางเป็นสมัยหลัง พระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ ผ้าคลุมพันแข้งมาถึงฐาน ผ้าห่มคลุมซ่อนอยู่ที่ใต้แข้งก็มี รวบชายจีวรพันเข่าทั้งสองข้าง เป็นรุ่นแรก ฐาน มีรูปสิงห์ หรือรูปสาวกประกอบ

ครั้นเมื่อพวกทาง เหนือสร้างพระพุทธรูปขึ้น พวกทางใต้ที่นับถือพุทธศาสนา ซึ่งอยากจะสร้างพระพุทธรูปอยู่แล้ว แต่ไม่กล้าทำ เพราะผิดธรรมเนียมโบราณ ก็เอาอย่างทำขึ้นมาบ้าง จึงทำให้เกิดมีพระพุทธรูปแพร่หลายออกไปตามลำดับ เมื่อแรกสร้างพระพุทธรูป ทำปางพระพุทธรูปตามสังเวชนียสถานทั้ง ๔ คือ ที่ประสูติ ทำเป็นรูปพระมหาโพธิสัตว์, ที่ตรัสรู้ ทำเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย, ที่ปฐมเทศนา ทำเป็นรูปยกพระหัตถ์เป็นวงธรรมจักร, ที่ปรินิพพาน ทำเป็นพระพุทธรูปไสยาสน์

ต่อมาเกิดปูชนียสถานขึ้นในมัชฌิมประเทศอีก ๔ แห่ง คือ อ้างเหตุพุทธปาฏิหาริย์ เช่น ที่เมืองสาวัตถี อ้าง ยมกปาฏิหาริย์ ทำพุทธรูปนั่งปางสมาธิบนดอกบัว, เมืองสังกัส อ้าวเทวาวตาร คือ ปางเมื่อพระพุทธองค์เสด็จจากดาวดึงส์ ทำพระพุทธรูปเดิน , เมืองเวสาลี อ้างเมื่อพระพุทธองค์ทรงทรมานพระยาวานร ทำพระพุทธรูปปางประทานพร , เมืองราชคฤห์ อ้างตอนทรงทรมานช้างนาฬาคีรี ทำพระพุทธรูปประทานอภัย ด้วยเหตุนี้เมื่อสมัยแรก จึงมีพระพุทธรูปเพียง ๘ ปาง


ที่มา (www.dhammathai.org)
________________________________________

บันทึกการเข้า

เทพกำเนิดโดยธรรมชาติ มิใช่กำเนิดเนื่องมาจากศาสนาใดๆ...Huh??
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

B l a c k - R a i n V.2 by C r i p ~ Powered by SMF 1.1.16 | SMF © 2006-2008, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF XHTML | CSS   

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 10.741 วินาที กับ 25 คำสั่ง (Pretty URLs adds 0s, 0q)